สงกรานต์ปีนี้ แม่ชวนไปเยี่ยมป้าที่อยู่โคราช
รวมถึงถือโอกาสไปทำบุญ และไหว้ยายด้วย
พวกเรา (พ่อ-แม่-ฉัน) จึงออกเดินทางจากกรุงเทพ
ตั้งแต่ 9 โมงเช้าเศษ ๆ ของวันเสาร์ที่ 12 เมษาฯ
ขับรถพ้นจากวงแหวนรอบนอก บางปะอิน ได้นิดหน่อย ก็ต้องเข้าโหมด "คลาน"
เพราะรถติดหนัก จนมองไม่เห็นหัวขบวน-ท้ายขบวน
กว่าจะตะกายไปจนถึงบ้านป้า ก็ปาเข้าไป 3 ทุ่มพอดิบพอดี
.
.
วันรุ่งขึ้น (13 เมษาฯ) ตื่นเช้าไปใส่บาตร + ถวายสังฆทาน ที่วัดในหมู่บ้านใกล้ ๆ กัน
วันนี้จะมีผ้าป่ามาจากกรุงเทพด้วย แต่ไม่มีการแสดง หรือมหรสพใด ๆ
แค่รวบรวมเงินมาเพื่อทำบุญสร้างวัดเท่านั้น
.
.
ฉันชอบไปที่วัดในต่างจังหวัด
เพราะบรรยากาศตอนเช้าน่ารื่นรมย์มาก
ชาวบ้านพากันหิ้วตะกร้าบ้าง ปิ่นโตบ้าง ใส่อาหารคาวหวานมาจากบ้าน
แล้วนำมาจัดรวมเป็นสำรับเดียวกันเพื่อถวายพระ
หิ้วกันมาคนละนิดละหน่อย แต่พอนำมารวมกัน ได้กับข้าวสำรับใหญ่ทีเดียว
ขนมหวานก็มีหลากหลาย ส่วนใหญ่จะเป็นขนมพื้นบ้าน ที่ฉันแทบไม่รู้จัก
แม่จะคอยชี้ และบอกชื่อขนมแปลก ๆ ให้ฉันดู
ฉันนั่งกลืนน้ำลายเอื้อก ๆ แทบจะอดใจรอชิมไม่ไหว
ส่วนน้ำดื่มก็หิ้วมาจากบ้านกันด้วย ใส่ขวดเล็ก ๆ ถือกันมาคนละขวด
แล้วนำมารินใส่เหยือกสำหรับถวายพระ เหยือกละนิดละหน่อย แบ่งไว้ให้คนหลัง ๆ ได้ใส่ด้วย
ส่วนที่เหลือก็นำไปเทใส่ลงในถังน้ำใบใหญ่อีกที
หลังจากพระท่านฉันเสร็จเรียบร้อย
ก็ถึงคิวของฆราวาส ที่จะได้ฟาด เอ๊ย กินข้าวเช้าบ้าง
และก็ไม่ผิดหวังจริง ๆ ฉันกินข้าวจนอิ่มแปร้ พุงกางเต็มที่
แถมยังได้หิ้วขนมอร่อย ๆ กลับบ้านไปอีกถุงเบ้อเริ่ม
การมาทำบุญ ก็ทำให้เรา "อิ่ม" แบบนี้หล่ะเนอะ อิอิ
.
.
หลังจากอิ่มหนำสำราญดีแล้ว
ก็เดินเล่นรอบ ๆ บริเวณวัด ให้กระเพาะลำไส้ได้ขยับเขยื้อนสักหน่อย
.
.
กองทราย กองเล็ก ๆ เอาไว้ให้ชาวบ้านมาพรมน้ำ
ถือเป็นเคล็ดให้ชีวิตร่มเย็นเป็นสุข
.
.
ต้นโพธิ์
แม่บอกว่า ที่นี่มีทั้งโพธิ์เงิน และโพธิ์ทอง
.
.
วัดนี้ (จำชื่อวัดไม่ได้) ยังขาดทั้งโบสถ์ ศาลา
และสิ่งปลูกสร้างอีกหลายอย่างที่วัดทั่วไปเขามีกัน
ตัวอาคารซึ่งใช้เป็นศาลาวัด ในปัจจุบัน มีลักษณะเหมือนบ้านชั้นเดียวของชาวบ้านธรรมดา ๆ นี่เอง
เจ้าอาวาสของวัดนี้ เป็นหลานแท้ ๆ ของแม่ ท่านบวช และจำพรรษาอยู่ที่นี่นานแล้ว
ชาวบ้านละแวกนั้นให้ความเคารพนับถืออย่างดี เรียกท่านว่า "พระอาจารย์" กันทุกคน
แม่บอกว่า ปีหน้าอยากจะจัดผ้าป่า กองเล็ก ๆ มาช่วยสมทบทุนเพื่อสร้างวัดบ้าง
โครงสร้างของโบสถ์ (หรือศาลา ไม่แน่ใจแฮะ) หลังใหม่ ตอนนี้ยังมีแค่เสา
.
.
เดินเล่นอยู่จนกระทั่งแดดเริ่มออก ก็กราบลาหลวงพี่
แล้วขับรถกลับไปที่หมู่บ้านขามเฒ่า (บ้านป้า)
เพื่อไปไหว้เถ้ากระดูก (อัฐิ) ของยาย ซึ่งบรรจุอยู่ที่กำแพงแก้วของวัดขามเฒ่านี้เอง
วัดขามเฒ่า สภาพเจริญกว่าเมื่อ 5-6 ปีก่อนมาก
เจ้าอาวาสของที่นี่ มีศักดิ์เป็นพี่ชายของแม่ ฉันเรียกว่า "หลวงลุง"
.
.
ศาลาหลังนี้ เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ยังมีแต่เสา
ชาวบ้านช่วยกันจัดกองผ้าป่า รวบรวมเงินมาสร้าง
ตอนนี้ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ 100% เต็มที
.
.
แม่นำน้ำอบไทย ที่ซื้อไปจากกรุงเทพฯ รดลงไปที่ป้ายหินอ่อนของยาย
ฉันกับพ่อ ก็ทำแบบเดียวกัน
เสมือนการรดน้ำขอพรจากผู้ใหญ่นั่นเอง
ฉันกราบยาย และขอให้ยายอวยพรให้พวกเราอยู่เย็นเป็นสุข
และฉันก็ขอให้ยายมีความสุขด้วยเช่นกัน
.
.
ต้นคูน กำลังออกดอกสะพรั่ง เหลืองไปทั่วบริเวณวัด
.
.
เสร็จจากภารกิจช่วงเช้าทั้งหมด ก็กลับมาอยู่ที่บ้านของป้าตามเดิม
ทีแรก วางแผนไว้ว่าจะนอนค้างอยู่ที่นี่อีกสักคืน
เพราะจะอยู่ร่วมทำบุญทอดผ้าป่าที่วัดขามเฒ่าในวันรุ่งขึ้น
แต่แค่เที่ยงเศษ ๆ ฉันก็จำเป็นต้องยกธงขาว
ขอยอมแพ้กับอากาศที่ร้อนระอุ จนทำเอาตับไตไส้พุงของฉันแทบจะสุกอยู่รอมร่อ
ต้องรีบชวนแม่กลับกรุงเทพฯ กันดีกว่า
สุดท้าย พวกเราสามคน พ่อ-แม่-ฉัน ก็เก็บข้าวของ
เผ่นออกจากหมู่บ้านขามเฒ่า ตั้งแต่บ่ายวันที่ 13 เมษาฯ
และกลับถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ
home sweet home
บ้านคือวิมานของเราจริง ๆ ^^"
)